วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2562

 6 อันดับ ของฝากประจำจังหวัดภูเก็ต

  ไข่มุกแห่งอันดามัน สววรค์ที่แท้ทรูคือเมืองภูเก็ตแห่งนี้ เต็มไปด้วยสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นชายหาด แสงแดด แสงสียามราตรี กิจกรรมดำน้ำดูปะการัง ล่องเรือกลางทะเล อาหารการกิน สถาปัตยกรรมตึกเก่า งานฝีมืองานประดิษฐ์ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เมืองภูเก็ตโด่งดังและมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อทุกคนได้ไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ สิ่งนั้นก็คือ ของฝาก ไม่ว่าของฝากจะเป็นในรูปแบบใด สิ่งของเล็กๆน้อยๆ จะของกิน หรือเสื้อผ้า ที่ภูเก็ตมีให้เลือกสรรมากมาย โดยฝีมือของคนท้องถิ่นเองแทบทั้งสิ้น

1.ผ้าบาติก

แม้ว่าจะเป็นงานศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากอินโดนีเซีย แต่เมื่อถูกถ่ายทอดผ่านช่างฝีมือท้องถิ่นชาวภูเก็ตแล้ว ย่อมมีการดัดแปลงบางอย่างเกิดขึ้น เช่น การย้อมสีด้วยการลงเทียน และการนำลวดลายศิลปะไทยมาประยุกต์ใช้บนงานบาติก นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อผ้าบาติกต่างๆได้ที่ร้านขายเสื้อผ้าทั่วไปในเมืองภูเก็ตและตลาดกลางคืนได้ หรือสามารถดูงาน otop ตามงานเทศกาลต่างๆได้เหมือนกัน

2.ไข่มุก

ไม่ว่าจะเป็นไข่มุกดำ ไข่มุกขาว หรือจะไข่มุกสีครีม ก็หาซื้อได้ในภูเก็ต เป็นของฝากที่มีมูลค่าอีกอย่างหนึ่ง ไข่มุกของเมืองภูเก็ตแห่งนี้เป็นไข่มุกที่ผลิตเองจากฟาร์มหอยมุกในจังหวัด สามารถเยี่ยมชมการเพาะเลี้ยงและสกัดได้ที่เกาะนาคาน้อย ไม่ไกลจากฝั่งภูเก็ตมากนัก

3.ขนมพื้นเมืองภูเก็ต

ขนมพื้นเมืองของภูเก็ตล้วนเป็นขนมที่ได้รับอิทธิพลจากจีน แต่เมื่อถูกนำเข้ามาจึงเกิดการหยิบยืมวัตถุดิบท้องถิ่นบ้าง รสชาติของขนมพื้นเมืองภูเก็ตนี้จะมีตั้งแต่หวาน เค็ม หรืออาจจะมีเผ็ดของพริกไทยบ้างเล็กน้อย คนภูเก็ตท้องถิ่นนิยมทานขนมเป็นอาหารเช้าเบาๆคู่กับน้ำชาร้อนๆ หากต้องการขนมเป็นของฝากกลับบ้าน ร้านพรทิพย์เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่แนะนำ เพราะขนมพื้นเมืองของร้านนี้จะมาในรูปแบบกล่องบรรจุภัณฑ์สวยๆทรงตึกเก่าเมืองภูเก็ตอีกด้วย น่าซื้อกลับไปเป็นของฝากเป็นอย่างมากหรือจะซื้อเก็บสะสมก็ยังได้เลย

4.กุ้งเสียบปรุงรส

กุ้งเสียบเป็นอาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่ง เป็นการถนอมอาหารอีกหนึ่งรูปแบบที่เกิดขึ้นมาจากช่วงฤดูมรสุมที่ทำให้การออกหาสัตว์กลางทะเลเป็นเรื่องลำบาก การนำวัตถุดิบเหล่านี้มาเก็บถนอมไว้เมื่อถึงเวลาจะรับประทานก็นำมาปรุงรสกับวัตถุดิบและสมุนไพรท้องถิ่น ขอบอกเลยว่ารสชาติทั้งกรอบและอร่อย จะทานคู่กับมื้ออาหาร หรือจะทานเป็นของว่างระหว่างวันก็อร่อยเพลิน สามารถหาซื้อได้ง่ายมากในภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นตลาดหรือร้านอาหาร แต่ถ้าต้องการซื้อนำกลับไปเป็นของฝากแนะนำร้านคุณแม่จู้ เพราะร้านนี้เป็นต้นตำรับสูตรดั้งเดิมหลายสิบปี บรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ที่มิดชิด สะอาด ปลอดภัย รับรองว่าไม่ส่งกลิ่นหอมๆออกมาแน่นอน

5.เมล็ดมะม่วงหิมพานต์

ต้นไม้ต้นหนึ่งในป่าดิบชื้นเขียวชอุ่มทั้งปี ให้ผลผลิตที่แสนพิเศษนี้ เราเรียกมันว่าต้นมะม่วงหิมพานต์ ออกดอกออกผลที่มีทั้งเนื้อผลไม้และส่วนของเมล็ดในผลเดียวกัน คนท้องถิ่นจะใช้ส่วนของเมล็ดไปคั่วจนสุกแล้วทานเล่น รสชาติขอบอกเลยว่าอร่อยมาก หลายคนได้ลิ้มรสแล้วว่ากันว่าอร่อยกว่าแอลมอนซะอีก ทั้งเคี้ยวกรุบ เคี้ยวเพลินอร่อยจนหยุดไม่ได้ มาภูเก็ตอย่าลืมแวะไปหาซื้อได้เลย ร้านเมธี ภูเก็ต ร้านนี้มีเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ปรุงรสให้เลือกหลากหลายรสชาติมากมาย

6.ผลิตภัณฑ์จากศิลปินท้องถิ่น

ภูเก็ตเต็มไปด้วยศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรง ผลิตงานศิลปะและผลิตภัณฑ์ของฝากต่างๆมากมาย ทั้งงานเซรามิกจากแร่ดีบุก ผ้าทอพื้นเมือง พวงกุญแจน่ารัก โปสการ์ดเท่ๆ หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากมาย เหมาะอย่างยิ่งหากจะอุดหนุนงานศิลปะเหล่านี้กลับไปเป็นของของฝากของที่ระลึก สามารถหาซื้องานประเภทนี้ได้ทั่วไป โดยเฉพาะถนนถลาง ตรงเมืองเก่าภูเก็ตได้เลย

ที่มาhttps://www.google.com
   จังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะต่างจากจังหวัดอื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่พื้นที่ของจังหวัดทั้งหมดเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย

         การเดินทางเข้าสู่ภูเก็ตนอกจากทางเรือแล้ว สามารถเดินทางโดยรถยนต์ซึ่งมีเพียงเส้นทางเดียวผ่านทางจังหวัดพังงา โดยข้ามสะพานสารสินและสะพานคู่ขนาน คือ สะพานท้าวเทพกระษัตรี เพื่อเข้าสู่ตัวจังหวัด และทางอากาศโดยมีท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตรองรับ ท่าอากาศยานนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ



        จากประวัติศาสตร์ไทย ภูเก็ตเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตามพรลิงก์ อาณาจักรศรีวิชัย สืบต่อมาจนถึงสมัยอาณาจักรศิริธรรมนคร เรียกเกาะภูเก็ตว่า เมืองตะกั่วถลาง เป็นเมืองที่ 11 ใน 12 เมืองนักษัตร โดยใช้ตราเป็นรูปสุนัข จนถึงสมัยสุโขทัย เมืองถลางไปขึ้นกับเมืองตะกั่วป่า ในสมัยอยุธยา ชาวฮอลันดาชาวโปรตุเกส และชาวฝรั่งเศส ได้สร้างสถานที่เก็บสินค้าเพื่อรับซื้อแร่ดีบุกจากเมือง(ถลาง)ภูเก็ต

       " ภูเก็ต " ได้มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ้านกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้ขุดพบเครื่องมือหินและขวานหินเป็นการแสดงให้ทราบว่ามีมนุษย์อาศัยในดินแดนแถบนี้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ปีมาแล้วและได้มีหลักฐานการกล่าวถึงดินแดนในแถบนี้อีกครั้ง เมื่อปี พ .ศ.700 หรือ คริสต์ศตวรรษที่ 2 ในบันทึกของนักเดินเรือ ชื่อ คลอดิอุส ปโตเลมี กล่าวถึงผืนดินหรือแผ่นดินในส่วนนี้ว่า แหลมตะโกลา เป็นผืนดินที่ถูกดันออกมาทางใต้กลายเป็นแหลมยาวๆ อยู่ส่วนปลายสุดของจังหวัดพังงา อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อน ของเปลือกโลกขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า รอยเลื่อนคลองมารุย (Klong Marui Fault) ซึ่งวางตัวเป็นแนวยาวจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีและพังงา ลงมาทางทิศตะวันออกของภูเก็ต ต่อมาได้ถูกคลื่นลมในทะเลกัดเซาะ และตัดพื้นที่ดังกล่าวนี้ ออกจากผืนแผ่นดินใหญ่ จนกลายเป็นเกาะโดยเกิดร่องน้ำระหว่างจังหวัดภูเก็ตและพังงาขึ้น ที่เรียกว่า ช่องแคบปากพระ (เป็นร่องน้ำแคบ ๆ โดยส่วนที่ลึกที่สุดลึกเพียง 8-9 เมตร )

        ในปัจจุบัน จากหนังสือภูมิศาสตร์บันทึก เมื่อปี พ.ศ.700 ของนักเดินเรือ คลอดิอุส ปโตเลมี ที่เรียกผืนดินในบริเวณนี้ว่า แหลมตะโกลา ได้มีปรากฎหลักฐานการกล่าวถึง ผืนดินในบริเวณนี้อีกครั้ง จากบันทึกและแผนที่การเดินเรือมาเอเชียตะวันออกของชาติยุโรป ระหว่างพ.ศ.2054-2397 เรียกผืนดินนี้ว่า จังซีลอน



         นอกจากนี้ ได้มีหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกขาน ผืนดินนี้ของชาวทมิฬ์ในปี พ.ศ.1568 ว่า มณิคราม หมายถึง เมืองแก้ว ซึ่งมีความหมายตรงกับชื่อ ภูเก็จ ที่ปรากฎในจดหมายเหตุเมืองถลาง ฉบับที่ 1 ในปีพ.ศ.2328 และได้มีการเรียกขานเรื่อยๆ จนกลายเป็น ภูเก็ต ซึ่งได้ปรากฎในราชกิจจานุเบกษา มาตั้งแต่ พ.ศ.2450 เป็นต้นมา ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ชื่อของจังหวัดภูเก็ตที่ได้มีการกล่าวขานตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบันนั้น ประกอบด้วย แหลมตะโกลา มณิคราม จังซีลอน ภูเก็จ และภูเก็ต ซึ่งในบางครั้งได้มีการเรียกขานว่า สิลัน ถลาง และทุ่งคาร่วมด้วย เดิมคำว่า ภูเก็ต นั้นใช้คำว่า ภูเก็จ อันแปลว่า เมืองแก้ว จึงใช้ตราเป็นรูปภูเขา(ภู) มีประกายแก้ว(เก็จ) เปล่งออกเป็นรัศมี (ดูตราที่ผ้าผูกคอลูกเสือ) ตรงกับความหมายเดิมซึ่งชาวทมิฬเรียก มณิครัม(มณิคราม) ตามหลักฐาน พ.ศ. 1568

         ภูเก็ตเป็นที่รู้จักของนักเดินเรือที่ใช้เส้นทางระหว่างจีนกับอินเดีย โดยผ่านแหลมมลายู หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดก็คือ หนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่เดินเรือของคลอดิอุส ปโตเลมี เมื่อประมาณ พ.ศ. 700 กล่าวถึงการเดินทางจากแหลมสุวรรณภูมิลงมาจนถึงแหลมมลายูซึ่งต้องผ่านแหลมจังซีลอน หรือเกาะภูเก็ต(เกาะถลาง)นั่นเอง คำว่า ภูเก็ต คาดว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า บูกิต(ในภาษามลายูแปลว่าภูเขา) หรือที่เคยรู้จักแต่โบราณในนาม เมืองถลาง

        ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เกิดสงครามเก้าทัพขึ้น พระเจ้าปดุงกษัตริย์ของประเทศพม่าในสมัยนั้น ได้ให้แม่ทัพยกทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ เช่น ไชยา นครศรีธรรมราช และให้ยี่หวุ่นนำกำลังทัพเรือพล 3,000 คนเข้าตีเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง และเมืองถลาง ซึ่งขณะนั้นเจ้าเมืองถลาง (พญาพิมลอัยาขัน) เพิ่งถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงจัน ภรรยา และคุณมุก น้องสาว จึงรวบรวมกำลังต่อสู้กับพม่าจนชนะเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2328 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงจันเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และคุณมุกเป็นท้าวศรีสุนทร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รวบรวมหัวเมืองชายทะเลตะวันตกตั้งเป็น มณฑลภูเก็ต และเมื่อปี พ.ศ. 2476 ได้ยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาล เปลี่ยนมาเป็น จังหวัดภูเก็ต จนถึงปัจจุบัน

กลุ่มประชากร :



ชาวเล ป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่มาอาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต จากนั้นมาจึงกลุ่มชนอื่น ๆ อพยพตามมาอีกจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ชาวไทย ชาวมาเลเซีย ฯลฯ จนมีวัฒนธรรมเฉพาะเป็นของตนเองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นสีสันอย่างหนึ่งของภูเก็ต ตามบันทึกของฟรานซิส ไลต์ กล่าวถึงชาวภูเก็ตว่าเป็นพวกผสมผสานกันทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับชาวมลายู โดยเฉพาะคนไทยจำนวนมากในสมัยนั้นทำตัวเป็นทั้งอิสลามมิกชนและพุทธศาสนิกชน คือ ไม่รับประทานหมูแต่สักการะพระพุทธรูป ขณะที่กัปตันทอมัส ฟอร์เรสต์ ชาวอังกฤษที่เดินเรือมายังภูเก็ต ใน พ.ศ. 2327 ได้รายงานว่า "ชาวเกาะแจนซีลอนพูดภาษาไทย ถึงแม้ว่าเขาจะเข้าใจภาษามลายู พวกเขามีลักษณะหน้าตาคล้ายกับชาวมลายู ท่าทางคล้ายชาวจีนมาก"

        ปัจจุบันชาวภูเก็ตส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวจีนช่องแคบ ชาวจีนกวางตุ้ง ฯลฯ รวมไปถึงชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม แถบอำเภอถลาง โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมมีจำนวนถึงร้อยละ 20-36 ของประชากรในภูเก็ต มีมัสยิดแถบอำเภอถลางราว 30 แห่งจาก 42 แห่งทั่วจังหวัด มีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล กลุ่มอูรักลาโว้ยและพวกมอแกน (มาซิง) ซึ่งมอแกนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ มอเกนปูเลา (Moken Pulau) และ มอเกนตาหมับ (Moken Tamub) และยังมีชนกลุ่มต่างชาติอย่างชาวยุโรปที่เข้าลงทุนในภูเก็ต รวมไปถึงชาวอินเดีย มีชาวคริสต์ในภูเก็ตราว 300 คน ชาวสิกข์ที่มีอยู่ราว 200 คน และชาวฮินดูราว 100 คน และแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ลาว และเขมรราวหมื่นคน

ภาษาถิ่น :

ภาษาถิ่นของจังหวัดภูเก็ตเป็นภาษาถิ่นใต้ที่ไม่เหมือนถิ่นอื่นในภาคใต้ โดยจะมีสำเนียงภาษาจีนฮกเกี้ยนและภาษามลายูปนอยู่มาก ดังนั้นภาษาถิ่นภูเก็ตจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พบได้เฉพาะแถบภูเก็ตและพังงาเท่านั้น ในอดีตนั้นชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในภูเก็ตนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวจีนอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน เมื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในภูเก็ตแล้วก็ได้นำเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมายเข้ามาใช้ หนึ่งในนั้นก็คือ ภาษา ซึ่งในยุคแรก ๆ นั้นได้ติดต่อสื่อสารกันด้วยภาษาจีนฮกเกี้ยน ต่อมามีการค้าขายมากขึ้นต้องติดต่อกับต่างชาติมากขึ้น ชาวจีนฮกเกี้ยนบางส่วนก็ไปมาหาสู่กับปีนัง มาเลเซียบ้าง มีการค้าขายแร่ดีบุกต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้ภาษามลายูหรือภาษามาเลย์เริ่มเข้ามาผสมปนเข้าด้วยกันกับภาษาฮกเกี้ยน ทำให้เกิดเป็นภาษาที่ผสมสำเนียงเข้าด้วยกัน เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภูเก็ตและใกล้เคียง ภาษาฮกเกี้ยนในภูเก็ตนั้นปัจจุบันยังคงมีใช้อยู่เพียงแต่สำเนียงอาจจะเพี้ยนไปจากภาษาฮกเกี้ยนเดิมบ้าง เพื่อปรับให้เข้ากับการออกเสียงของคนภูเก็ต ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาฮกเกี้ยนที่ใช้กันในปีนัง มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เนื่องจากมีการปรับเสียงให้เข้ากับสัทอักษรการออกเสียงของคนภูเก็ต บางคำในภาษาฮกเกี้ยนจึงไม่เหมือนกันภาษาฮกเกี้ยนแท้ของจีน แต่ก็ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังพบว่าระบบไวยากรณ์ที่ใช้นั้นบ้างก็ยืมมากจากภาษาฮกเกี้ยนด้วย ภาษาภูเก็ตบ้างก็เรียก ภาษาบาบ๋า

ที่ตั้งและพื้นที่ : จังหวัดภูเก็ต ตั้งอยู่ทางภาคใต้ และมีพื้นที่ประมาณ 543.034 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่มากเป็นอันดับที่ 76 ของประเทศ



ประชากร :  386,605 คน (พ.ศ. 2558)(อันดับที่ 64)

ความหนาแน่น : 711.93 คน/ตร.กม. (อันดับที่ 5)

อาณาเขตและการปกครอง :

ทิศเหนือ ติดกับ จังหวัดพังงา

ทิศใต้ ติดกับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย

ทิศตะวันออก ติดกับทะเลเขตจังหวัดพังงา

ทิศตะวันตก ติดกับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย

จังหวัดภูเก็ต แบ่งการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ 17 ตำบล 104 หมู่บ้าน คือ อำเภอเมืองภูเก็ต กระทู้ ถลาง

ศูนย์ราชการ : ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ถนนสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83000 โทร: 076-222886, 076-354875 โทรสาร 076-222886

ลักษณะภูมิประเทศ :

ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดภูเก็ตเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทอดตัวในแนวเหนือใต้ ภูเขาส่วนใหญ่อยู่ทางทิศตะวันตก คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 70 ของเกาะ เป็นที่ราบประมาณร้อยละ 30 ของเกาะ ที่ราบส่วนใหญ่อยู่บริเวณตอนกลาง ฝั่งตะวันออก และบริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะ ชายฝั่งด้านตะวันออกมีสภาพเป็นหาดโคลนและป่าชายเลน เช่น หาดสะปำ หาดป่าคลอก หาดอ่าวปอ เป็นต้น

         ส่วนทางตะวันตกชายหาดมีลักษณะเป็นหาดทรายขาวสวยงาม เช่น หาดในยาง หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน หาดทรายแก้ว หาดไม้ขาว หาดในทอน หาดเลพัง หาดบางเทา หาดสุรินทร์ หาดกมลา หาดในหาน เป็นต้น การวางตัวของภูเขาทางทิศตะวันตกของเกาะเป็นเกราะกำบังลมและฝน ทำให้ภูเก็ตปลอดภัยจากลมพายุที่รุนแรง ภูเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดภูเก็ต คือภูเขาไม้เท้าสิบสอง มีความสูง 529 เมตร อยู่ในเขตตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้

         ภูเก็ตไม่มีแม่น้ำสายสำคัญ มีแต่คลองขนาดเล็กสายสั้น ๆ เช่น คลองท่าจีน คลองบางชีเหล้า คลองบางโรง คลองกมลา คลองบางใหญ่ คลองท่ามะพร้าว คลองพม่าหลง คลองโคกโตนด คลองกะลา คลองท่าเรือ เป็นต้น ลำคลองเหล่านี้เคยมีสภาพเป็นคลองลึกและกว้าง จนเรือสำเภาขนาดใหญ่ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าเข้าออกเมืองภูเก็ตในสมัยโบราณ แต่บัดนี้ได้กลายเป็นคลองที่ตื้นเขินและแคบลง



         ทั้งนี้เนื่องจากการทำเหมืองแร่ทำให้มีตะกอนดินไหลมาทับถมจนตื้นเขินทำให้คลองบางสายไม่เหลือสภาพเดิมให้เห็นและบางสายมีแต่เพียงชื่อเรียกขานเท่านั้น สภาพทางภูมิศาสตร์ของภูเก็ตได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ทั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ ทั้งสภาพทางธรณีวิทยาและสภาพทางภูมิศาสตร์ด้านอื่น ๆ ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะภูมิประเทศออกเป็น 3 บริเวณ คือ

1. บริเวณที่เป็นภูเขาสูงชัน ส่วนใหญ่อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ ภูเขาส่วนใหญ่มีระดับความสูงมากกว่า 100 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีหินรองรับคือ หินแกรนิต อันเกิดจากแมกม่าที่ดันตัวขึ้นมาเป็นมวลขนาดใหญ่จากภายในโลก ไม่มีแนวตัดมากจึงคงทนต่อการผุกร่อนทำลาย บริเวณภูเขาสูงเหล่านี้จะกินพื้นที่มากกว่าบริเวณอื่น ๆ พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้เขตร้อนชื้น เช่น บริเวณภูเขาในเขตตำบลกมลา ป่าตอง กะตะ กะรน รวมถึงเขาพระแทวในเขตอำเภอถลาง

2. บริเวณที่เป็นลอนลูกคลื่น เป็นบริเวณที่เชื่อมต่อกับที่สูงชัน เป็นพื้นที่ราบระหว่างหุบเขา บางส่วนเป็นหินแกรนิต รวมไปถึงหินชั้นและหินแปรด้วย บริเวณนี้มักพบทางน้ำไหลผ่านหรือเกิดแหล่งน้ำในบริเวณใกล้เคียง ทำให้มีความเหมาะสมในการทำการเกษตร เช่น บริเวณบ้านบางทอง บ้านตะเคียน บ้านลิพอน บ้านคลอง บ้านดอน เป็นต้น

3. บริเวณที่ราบต่ำ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้ชายฝั่ง เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ กันไป คือ

    3.1 เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำลำธาร พื้นที่เหล่านี้มักอยู่บริเวณปากแม่น้ำหรือบริเวณหุบเขากว้าง อันเกิดจากการทับถมของตะกอนที่แม่น้ำพัดพามา

    3.2 เกิดจากการกัดเซาะและการทับถมของตะกอน โดยการกระทำของคลื่นลม ส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันตกของเกาะ ทั้งนี้เพราะลมประจำถิ่นทางทิศตะวันตก มีอิทธิพลในการช่วยกัดเซาะ ทำให้ชายฝั่งตะวันตกของเกาะเป็นหาดทรายสีขาวสะอาด เพราะเกิดจากการทับถมของทรายที่เป็นแร่ควอทซ์ (Quartz) บางแห่งมีซากแตกหักของเปลือกหอยและปะการัง เช่น บริเวณป่าตอง กะรน กะตะ เป็นต้น

    3.3 เกิดจากอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง จนเกิดเป็นบริเวณน้ำท่วมถึงและที่ราบต่ำน้ำกร่อย จะพบบริเวณชายฝั่งทางทิศตะวันออกของเกาะ เป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม จัดอยู่ในระบบนิเวศน์วิทยาแบบน้ำกร่อย (Estuarine Ecology) บางแห่งเป็นที่ลุ่มน้ำขัง (Swamp) ดินตะกอนที่ถูกพัดพาจะมีลักษณะเป็นเลนโคลน เนื่องจากบริเวณทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ตมีลมสงบ พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าชายเลน พันธุ์ไม้ที่พบเห็น เช่น จาก แสม โกงกาง เป็นต้น

ภูมิอากาศ :

ภูเก็ตมีลักษณะอากาศเป็นภูมิอากาศเขตศูนย์สูตร มีอุณหภูมิเกือบจะคงที่ตลอดทั้งปี ความแตกต่างของอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 16.9 ถึง 35.4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงในเดือนมีนาคมและเมษายน และลดลงเล็กน้อยในเดือนธันวาคม ภูเก็ตได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้มีลักษณะอากาศชุ่มชื้นตลอดปี ปรากฏฤดูกาลเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูร้อน ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ส่วนฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม อัตราเฉลี่ยฝนตกประมาณ 170 วัน ต่อปี ฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และแล้งที่สุดระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน เป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดไม่มีฝน ท้องฟ้าแจ่มใส

การคมนาคม :



เดินทางจากกรุงเทพฯ

รถยนต์ :

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35) แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ข้ามสะพานสารสิน เข้าจังหวัดภูเก็ต ระยะทาง 862 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง :

บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารทั้งรถธรรมดา และรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ไปภูเก็ตทุกวัน สอบถามรายละเอียด โทร. 02-4347192 (รถปรับอากาศ) และโทร. 02-4345557-8 (รถธรรมดา)

บริษัทเอกชน ติดต่อ บริษัท ภูเก็ต เซ็นทรัล ทัวร์ กรุงเทพฯ โทร. 02-4343233 ภูเก็ต โทร. 076-213615, 076-214335 และบริษัท ภูเก็ตท่องเที่ยว กรุงเทพฯ โทร. 02-4355018, 02-4355034 ภูเก็ต โทร. 076-222107-9 สถานีขนส่งภูเก็ต โทร. 076-211480

รถไฟ :

ไม่มีบริการรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ตโดยตรง หากต้องการเดินทางโดยรถไฟต้องไปลงที่สถานีรถไฟพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วต่อรถประจำทางเข้าจังหวัดภูเก็ต สอบถามรายละเอียดได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690, 02-2237010, 02-2237020, 02-2204334 หรือ www.railway.co.th

ที่มาhttps://th.wikipedia.org/wiki
 ประเพณี วัฒนธรรม กิจกรรมของจังหวัดภูเก็ต

1. พิธีลอยเรือของชาวเล (ชาวไทยใหม่) ประเพณีลอยเรือโดยกลุ่มชาวเลที่หาดราไวย์และบ้านสะปำจะะมีพิธีลอยเรือในวันขึ้น13 ค่ำ กลุ่มชาวเลที่เกาะสิเหร่จะมีพิธีลอยเรือ
 ในวันขึ้น 14 ค่ำ และกลุ่มชาวเลที่แหลมหลา (ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ต) จะมีพิธีลอยเรือในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน6 และเดือน11ซึ่งถือเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ของชาวเลคล้ายกับพิธีลอยกระทงของชาวไทย มีการสร้างเรือจากไม้ระกำ ตัดผมตัดเล็บ และทำตุ๊กตาไม้แทนคน ใส่ลงไปในเรือแล้วนำไปลอย เพื่อนำเอาความทุกข์โศกเคราะห์ร้ายต่างๆออกไปกับทะเลแล้วมีการร่ายรำรอบเรือ หรือที่เรียกว่ารำรองเง็งนั่นเอง หลังจากนั้นพวกผู้ชายจะเข้าป่าไปหาไม้มาทำเป็นรูป ไม้กางเขนจำนวน 7 อัน ที่ปลายไม้ทั้งสองด้านติดใบกะพ้อ นำไปปักเรียงเป็นแถวตามแนวตั้งจากบกออกสู่ทะเลตรงบริเวณที่วางเรือพิธี ไม้นี้ชาวเลเรียกว่า กายู่ฮาปัด เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์คอยปัดรังควานไม่ให้สิ่งอัปมงคลกลับเข้ามาในหมู่บ้านอีก ชาวบ้าน
    จะปักไม้นี้ไว้จนถึงเช้าวันพรุ่ง จึงถอนออกไปปักใหม่เป็นแนวนอนยาวตลอดตั้งแต่หัวหมู่บ้านจนถึงท้ายหมู่บ้าน เป็นอันเสร็จพิธีลอยเรือ บรรดาพี่น้องชาวเลจากที่ต่างๆที่สนุกสนานรื่นเริงกันมาหลายวันก็ถึงคราวต้องเลิกรา รอจนกว่าพิธีลอยเรือในครั้งหน้าจะเวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่งจึงถอนไม้กายู่ฮาปัดท่อนเก่าออกเพื่อนำท่อนใหม่มาปักแทน


 2.เทศกาลอาหารทะเล งานเทศกาลอาหารเริ่มในเดือนพฤษภาคมของทุกปี จุดประสงค์เพื่อที่จะเผยแพร่อาหารทะเลที่มีชื่อเสียงของจังหวัดภูเก็ต และ ชักชวนให้นักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตในช่วงฤดูฝน กิจกรรมของงานนี้มีการประกวดขบวนแห่ของทรัพยากรท่องเที่ยวทางทะเล การออกร้านจำหน่ายอาหารทะเล การสาธิตอาหารประจำภาค และการแสดงศิลปวัฒนธรรมของภาคต่างๆอีกด้วย

3.งานท้าวเทพกษัตรีย์ ท้าวศรีสุนทร ตรงกับวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี (วันถลางชนะศึก) เป็นการเทิดทูนเกียรติ และรำลึกถึงคุณงามความดี ของสองวีรสตรีที่ท่านสามารถปกป้องเมืองถลางให้รอดพ้นจากข้าศึก(พม่า)ในสมัยสงครามเก้าทัพนอกจากนี้ ยังเป็นการฟื้นฟูแหล่งประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นอนุสรณ์สถานถลางชนะศึก(วัดม่วง)โคกชนะพม่าหรือวัดพระนางสร้าง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ตให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอีกด้วย

4. งานประเพณีปล่อยเต่าแห่งชาติ มีประเพณีปล่อยลูกเต่าที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปลงทะเล โดยจะจัดงานขึ้นที่หาดไนยาง ซึ่งเป็นบริเวณที่เต่าขึ้นมาวางไข่เป็นประจำ   นอกจากนี้ยังมีการละเล่นพื้นบ้าน กีฬาทางน้ำ และนิทรรศการเกี่ยวกับเต่าทะเลให้ชมกันในงานด้วย ในอดีตมีเต่าทะเล เช่น เต่าหญ้า เต่ามะเฟือง ขึ้นมาไข่ที่หาดไม้ขาวและหาดในยางจำนวนมาก แต่ปัจจุบันนี้ลดจำนวนลงเนื่องจากเต่าบางส่วนติดอวนตาย และผลกระทบจากมลภาวะ ทำให้เต่าไม่ขึ้นมาวางไข่จึงมีการจัดงานนี้ขึ้นเพื่อช่วยอนุรักษ์เต่าทะเล วันที่จัดงานวันที่ 13 เม.ย. ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์และวันประมงแห่งชาติ สถานที่จัดคือหาดไม้ขาว สิ่งน่าสนใจจะมีการปล่อยเต่าทะเลที่อนุบาลไว้ส่วนใหญ่เป็นเต่าหญ้าโดยให้
    ผู้ร่วมงานบริจาคเงินแล้วนำเต่าไปปล่อยลงทะเล จากนั้นก็ร่วมแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นเมือง เช่น มวยทะเล ไต่เสาน้ำมัน ชักเย่อ ปิดตาตีหม้อ วิ่งเปี้ยว ฯลฯ บางปีมีการเลี้ยงอาหารและขนมจีนด้วย

5. การแข่งขันไตรกีฬาลากูน่าภูเก็ต การแข่งขันนี้จัดขึ้นทุกๆ ปี โดยในแต่ละปีได้กำหนดเส้นทางการแข่งใหม่อยู่เสมอ การแข่งขันไตรกีฬา ประกอบไปด้วย ปั่นจักยาน
    ว่ายน้ำ และวิ่ง ใช้เวลาในการแข่งทั้งหมดราว 2-5 ชั่วโมง ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล

ประเพณีและวัฒนธรรมอื่นๆ

การอุปสมบท


         ชาวภูเก็ตในปัจจุบันจะนิยมรวบรัดพิธีอุปสมบท โดยให้มีการโกนผมนาคในตอนเช้าตรู่ของวันอุปสมบท และทำพิธีอุปสมบทในตอนสาย เมื่อเสร็จพิธีอุปสมบทในเวลาฉันเพลก็จะเลี้ยงภัตตาหารเพลพระภิกษุสงฆ์ในวัด เพื่อเป็นการฉลองพระภิกษุที่บวชใหม่ไปพร้อมกัน

การแต่งงาน

        ชาวภูเก็ตจะมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีนร่วมกัน นั่นคือเมื่อมีการสู่ขอและกำหนดวันแต่งงานเรียบร้อยแล้ว ในตอนเช้าของวันแต่งงานเจ้าบ่าวจะแห่ขันหมากและของหมั้นต่าง ๆ มาบ้านเจ้าสาว พร้อมการจุดประทัดต้อนรับเจ้าบ่าวเมื่อมาถึงบ้านเจ้าสาว และเมื่อมีการหมั้นเจ้าสาวเรียบร้อยแล้ว เจ้าบ่าวและเจ้า สาวจะต้องไปสักการะเจ้าแม่กวนอิม (ปุดจ้อ) ณ ศาลเจ้าปุดจ้อ และไปไหว้หลวงพ่อแช่ม ณ วัดฉลอง เมื่อเสร็จพิธีดังกล่าวแล้วก็จะเป็นการเลี้ยงฉลองการแต่งงาน ซึ่งก่อนการเลี้ยงฉลอง จะมีการเชิญญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายรับการคาราวะน้ำชาจากเจ้าสาว และเจ้าบ่าว เรียกว่า "ผั่งเต๋" เมื่อเสร็จการเลี้ยงฉลอง จะมีการส่งตัวเจ้าสาวเจ้าบ่าวเข้าเรือนหอตามประเพณีทั่วไป

วัฒนธรรมการรับประทานอาหาร

         อาหารส่วนใหญ่ของชาวจังหวัดภูเก็ตจะเน้นไปทางด้านอาหารจีน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของ จังหวัดภูเก็ตเอง นอกจากนี้ในการ การรับประทานอาหารเช้า ชาวจังหวัดภูเก็ตจะนิยมรับประทานเป็น ขนม น้ำชา - กาแฟ หรือขนมจีน แทนการรับประทานข้าว อาหารที่มีลักษณะเฉพาะของชาวภูเก็ต ได้แก่ หมี่ฮกเกี้ยน หมี่หุ้นปาฉ่าง หมี่สั่ว กาหรี่ไหมขวัญ โอวต้าว ปอเปี๊ยะสด เสี่ยวโบ๋ย โลบะ ขนมจีน น้ำชุบหยำ น้ำพริกกุ้งเสียบ และ แกงพุงปลา เป็นต้นสำหรับขนมหวาน ได้แก่ อั่งกู้ ( ขนมเต่าสีแดง ) ฮวดโก้ย ( ขนมฟู ) โอเอ๋ว ( คล้ายวุ้น ) ตูโบ้ เกียมโก้ย และอาโป้ง ฯลฯ นอกจากนี้ภูเก็ตมีน้ำจิ้มมะม่วงที่เป็นลักษณะเฉพาะ คือ คล้ายน้ำปลาหวาน แต่ประกอบจากกะปิ น้ำตาล และซีอิ้วดำแทนน้ำปลา เรียกว่า เกลือเคย

การละเล่น

         การละเล่นพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ต คือ ? รองเง็ง ? เป็นการละเล่น หรือ นาฎศิลป์ของชาวเล ที่มีการร่ายรำ และเต้นรำด้วยการเคลื่อนไหวของมือ เท้า ลำตัว ที่สัมพันธ์และสอดคล้องกัน ด้วยทำนองและเนื้อร้องของเพลงต้นโยง ที่มีเครื่องดนตรี ไวโอลิน ฆ้อง ฉิ่ง และกรับไม้ เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการแต่งกายในการละเล่น รองเง็ง นั้น ชาวเลผู้หญิงจะนุ่งผ้าปาเต๊ะ สวมเสื้อลูกไม้แขนยาวสีสรรฉูดฉาด ซึ่งชุดที่ใช้สวมใส่จะมีลักษณะคล้ายชุดยอหยา

ที่มาhttps://sites.google.com/
>>>>> 10 เมนูอาหารพื้นเมืองจานเด็ด ที่คุณมาภูเก็ตแล้วต้องลอง!!! <<<<<

ขึ้นชื่อว่ามาภูเก็ต ดังนั้นเรื่องของกินบอกได้คำเดียวว่า หายห่วง!!! ดังเช่นที่ในเพลงของคุณเอกชัย ศรีวิชัย ร้องไว้ว่า “ของหรอย ของหรอย ของกินภูเก็ตหรอยหรอย…” เพราะคนภูเก็ตสมัยก่อนให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินมาก จะเห็นได้จากหากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมบ้านโบราณ หรือตามบ้านเพื่อนของใครที่สร้างเองตั้งแต่สมัยรุ่นอาก๋ง อาม่าแล้ว จะเห็นได้ว่าห้องครัวของแต่ละบ้านนั้นจะมีขนาดใหญ่มากหากเมื่อเทียบกับห้องครัวตามบ้านโครงการสมัยนี้ อีกทั้งภูเก็ตยังถือว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญทางด้านการติดต่อค้าขายมาตั้งแต่อดีต ทำให้มีอาหารให้เลือกหลายหลาย โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีกลิ่นอายของความเป็นจีนฮกเกี้ยนแล้วนั้น ทำให้อาหารพื้นเมืองภูเก็ตมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมากขึ้น...

1. หมูฮ้อง หรือ หมูเต้าอิ๋ว


ถ้าคนภาคอื่นเห็นอาจจะคิดว่า อ้ออ..หมูพะโล้ รึป่าว? แต่คิดผิด! เพราะหมูฮ้องนี้แค่มีลักษณะคล้ายหมูพะโล้ แต่ไม่ได้ใส่เครื่องพะโล้เลย นิยมใช้หมูสามชั้น หรือ หมูติดมัน คลุกเคล้าให้เข้ากันกับซีอิ้วขาว ใส่น้ำตาล หากสีไม่เข้มจะดูไม่น่ากินก็สามารถเพิ่มซีอิ้วดำช่วยในเรื่องความเข้มของสีได้ และเติมน้ำนิดหน่อย พอให้เนื้อหมูไม่แห้งมีน้ำขลุกขลิก หมูเฉื่อยเคยไปอ่านเจอในหลายๆบทความกล่าวว่า หมูฮ้องที่อร่อย เนื้อหมูจะต้องนิ่ม ไม่มีความเหนียวของตัวเนื้อหมู แต่ก็ต้องไม่เปื่อยยุ่ย รสชาติจะมีความหวานและเค็มนำของตัวน้ำซอสที่เข้าถึงเนื้อหมู ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เวลาเข้าปากจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆของกระเทียมพริกไทย

2. น้ำพริกภูเก็ต หรือ น้ำพริกกุ้งสด

น้ำพริกกุ้งสด หรือที่คนภูเก็ตเรียกว่า “น้ำชุบหยำ”  หน้าตาอาจจะคล้ายน้ำพริกกะปิ แต่จะมีความเหลวมากกว่า รสชาติเปรี้ยว เค็ม หวาน และเผ็ดขึ้นกับความชอบของผู้ทาน (สำหรับหมูเฉื่อยต้องออกไปทางเปรี้ยวหวาน เผ็ดน้อย  ส่วนผสมประกอบด้วยน้ำมะนาว และเนื้อมะนาว ที่ปลอกเปลือกออกแล้ว  หรือถ้าบ้านใครมีส้มเก็ดหลา หรือที่คนภาคกลาง เรียก ส้มจี๊ด ก็สามารถใส่แทนได้โดยไม่ต้องง้อมะนาว นอกจากจะประหยัดกว่าแล้ว การใส่ส้มเก็ดหลาทั้งเปลือกจะยิ่งเพิ่มความหอมให้กับน้ำพริกอีกด้วย จากนั้นนำไปผสมกับเนื้อกุ้งลวก หอมแดงซอย น้ำตาล พริกขี้หนูซอย และกะปิเล็กน้อย แล้วจึงค่อยๆเติมน้ำกุ้ง (ที่ใช้น้ำกุ้งแทนน้ำเพราะจะได้ความหวานของตัวเนื้อกุ้งมาช่วยเพิ่มความอร่อยมากยิ่งขึ้น) ขยำให้เข้ากัน ทานคู่กับผักลวก หรือมะเขือยาวชุดไข่ทอดลงตัวสุดๆ....

3. ฮูแช้

มาขั้นอาหารจานหลักด้วยอาหารว่างสักนิด ขอแนะนำก่อนเลยว่า เมนูจานนี้เหมาะกับคนที่รักสุภาพและกำลังอยากจะลดความอ้วนแต่ไม่อยากต้องอดอาหารมากๆ เพราะ ฮูแช้ หรือที่บางคนอาจจะเรียก สลัดผักภูเก็ต เพราะมีหน้าตาคล้ายสลัดผักเลยแระ ทานคู่กับน้ำจิ้มสีแดง รสเปรี้ยวๆ หวานๆ และเผ็ดเล็กน้อย ส่วนผสมประกอบไปด้วย ผักกาดหอมสด ไข่ต้ม แตงกวา แครอท จะพิเศษก็ตรงที่มีหมี่กรอบ และเต้าหู้ทอด มาช่วยเพิ่มความกรุบกรอบเวลารับประทาน แต่หมูเฉื่อยแอบไปทราบมาว่าจริงๆแล้ว ฮูแช้สมัยก่อนนั้นจะต้องมี ผักบุ้งลวก ถั่วงอกลวก และ ปลาหมึกดองอยู่ด้วย แต่คิดว่าคงเป็นเพราะอาจจะไม่เหมาะสำหรับการตั้งขายนานๆ เพราะพวกผักลวกจะมีกลิ่นอับง่าย ทำให้ไม่น่าทาน

4. หมี่หุ้นแกงปูใบชะพลู

เมนูนี้ไม่ว่าใครแวะเวียนมาเยี่ยมถึงภูเก็ต เป็นอันต้องมีเสิร์ฟอยู่บนโต๊ะอาหารทุกครั้ง ส่วนผสมมาจากเครื่องพริกแกงใส่กะปิเคี่ยวกับหัวกะทิตั้งไฟอ่อนๆ คนจนส่วนผสมเข้ากันแล้วเริ่มมีกลิ่นหอมของเครื่องพริกแกง จึงค่อยๆเติมหางกะทิ และ ปรุงรสตามใจชอบ ใส่เนื้อปูล้วนๆเน้นๆ กับใบชะพลูสด เสิร์ฟร้อนๆ ทานคู่กับเส้นหมี่ขาว หรือ ที่คนภูเก็ตเรียก “หมี่หุ้น” พร้อมโรยกะเทียมเจียว เวลาทานจะได้รสเผ็ดมันจากเครื่องแกง...รสหวานจากเนื้อปู กลิ่นหอมจางๆ จากกระเทียมเจียมช่วยเพื่อความอร่อยให้กับอาหารจานนี้ยิ่งขึ้น

5. โอวต้าว

อาหารว่างแนวฮกเกี้ยนยอดฮิตของคนภูเก็ต หรือที่บางคนเรียกว่า “หอยทอดฮกเกี้ยน” ลักษณะอาจจะคล้ายกับหอยทอด แต่แป้งจะมีลักษณะเหนียวนุ่ม ไม่กรอบ ใช้หอยติบหรือหอยนางรมตัวเล็กและเผือกต้มสุกหั่นเป็นชิ้นขนาดลูกเต๋าเป็นเครื่องปรุงหลัก ผัดกับแป้งมันและไข่ไก่ ตามด้วยน้ำซอสพริก จนสีเหลืองสุกน่าทาน จะให้อร่อยต้องทานคู่กับถั่วงอกและแคบหมู ปกติคนภูเก็ตมักจะทานเป็นอาหารว่างในมื้อบ่าย หรือ มื้อดึก

6. จั๊กจั่นทะเลทอด

เมนูนี้คนไหนมีโอกาสมาเที่ยวภูเก็ต บอกได้คำเดียวว่า ต้องลอง! เพราะหาทานยากมาก สามารถหาทานได้แค่พื้นที่โซนภูเก็ต – พังงาเท่านั้น ตัวจั๊กจั่นทะเลจะมีลักษณะคล้ายกั้ง แต่ขนาดเล็กกว่า ตัวโตเต็มที่จะเท่าเม็ดขนุน ไข่มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนไข่กุ้ง เวลาจะจับต้องดูน้ำขึ้น – น้ำลง จั๊กจั่นทะเลจะมาตามคลื่นที่ซัดขึ้นฝั่ง ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่าถ้าอยากจะจับให้ได้เยอะๆ ต้องใช้ตาข่ายดักจับช่วย เพราะจั๊กจั่นทะเลเป็นสัตว์ที่ขุดทรายเร็วมากกกก แต่ถ้าจับไม่ทันมันก็จะมุดทรายหนีลงทะเลไปเลย เวลานำมาประกอบอาหารส่วนมากตามร้านอาหารมักจะนำมาชุบแป้งทอด หรือ ทำทอดกระเทียม จะได้ความกรุกกรอบ รสชาติหวานมันจากไข่ ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด ...อร่อยมว๊ากกก 

7. น้ำพริกกุ้งเสียบ

มาถึงภูเก็ตทั้งทีถ้าไม่พูดถึงน้ำพริกนี้ก็จะกระไรอยู่ จะเรียกได้ว่าพอพูดถึงของฝากประจำภูเก็ต อันดับต้นๆที่ทุกคนจะนึกถึงคงจะหนีไหม่พ้น คือ “น้ำพริกกุ้งเสียบ” ด้วยรสชาติความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์ หอม หวาน กลมกล่อม เปรี้ยว มัน ตัดกับความเค็มของเคยกะปิแบบภูเก็ต การเลือกกุ้งเสียบที่จะนำมาใช้นั้นก็ถือเป็นส่วนสำคัญนะค่ะ สีของตัวกุ้งไม่ควรจืดหรือซีดเกินไป แล้วต้องระวังเรื่องเชื้อราด้วยเวลาทานจะได้กลิ่นหอมของกะปิที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับกุ้งเสียบตัวโตๆ วิธีทำคล้ายกับน้ำพริกกะปิ หมูเฉื่อยแนะนำว่าให้ทานร่วมกับผักสด หรือ ผักลวกนะ ...ลงตัวสุดๆ ปัจจุบันถือเป็นสินค้าพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของภูเก็ตและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาก

8. ต้มส้มผักภูเก็ต

ต้มส้มผัก เป็นอาหารพื้นเมืองที่เหมาะกับคนรักสุขภาพมาก ไม่ว่าจะเรื่องความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการอาหาร วิธีปรุงนั้นก็ไม่ยุ่งยาก หมูเฉื่อยเชื่อว่าเพื่อนๆหลายคนหัดกลับไปทำเองที่บ้านได้ ซ้ำยังใช้วัตถุดิบที่หาซื้อได้ง่าย และ ราคาถูก โดยเริ่มจากเตรียมน้ำในหม้อ ใส่กะปิลงไปเล็กน้อย ตามด้วยน้ำมะขาม และส้มแขกตากแห้ง(ส้มควาย) ลงไป แล้วตั้งไฟ รอจนน้ำเดือด ถือจะใส่ผักที่เตรียมไว้ ซึ่งส่วนมากนิยม ใส่ผักหลายชนิด คือ ผักบุ้ง หยวก หัวหอมแดง สับปะรด เม็ดมะม่วงหิมพานต์สด หน่อข่าอ่อน และอาจใส่กุ้งแห้ง หรือ ปลาฉิ้งฉ้างเล็กน้อย ปรุงรสให้มีรสเปรี้ยว หวาน เค็ม นอกจากจะให้ความสดชื่นขณะที่ทานแล้ว หากทานร่วมกับกับข้าวอื่นๆ จะได้ความเปรี้ยวในตัวน้ำซุปไปช่วยตัดความเลี่ยนของอาหารอื่นๆบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี

9. โลบะ

โลบะ เป็นอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อที่คนภูเก็ตนิยมทานเป็นอาหารว่าง ซึ่งนำเอาส่วนต่างๆ ของหมูไปต้มในผงพะโล้ อย่างเช่น ส่วนหัวของหมู เครื่องในหมู (ปอด หัวใจ ลิ้น ไส้ ฯลฯ)
ต้มจนเนื้อทุกส่วนสุกจึงแยกน้ำออกแล้วนำมาพักไว้ ก่อนทานจึงค่อยนำไปทอดให้ร้อนๆอีกครั้ง เพื่อความกรอบอร่อยมากยื่งขึ้น บางร้านอาจจะมีเมนูเสริมให้เลือกเพิ่ม เช่น เกี้ยนทอด (อาหารพื้นเมืองชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายหอยจ้อแต่ยัดปรุงจากหมูสับ หรือ ไส้อื่นๆ เช่น กุ้ง ปู มันแกว ห่อด้วยฟองเต้าหู้ นำไปนึ่งให้สุกแล้วจึงชุบแป้งทอด), เต่ากั๊ว (เต้าหู้ทอด), เต่ากั๊วจี้ (เต้าหู้สามเหลี่ยมยัดไส้แป้งผสมถั่วงอก) และแห่จี่ (แป้งผสมกับถั่วงอก กุ้ง แล้วนำไปทอด) เวลาทานมักจะเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสชาติเข้มข้นตามสูตรเฉพาะของแต่ละร้าน และแกล้มด้วยแตงกวาก็สามารถช่วยลดความเลี่ยนในอาหารทอดได้เป็นอย่างดี

10. ใบเหมียงผัดไข่ใส่กุ้งเสียบ

ผักเหมียง หรือ ชาวบ้านบ้างที่อาจจะเรียก ผักเหลียง (...แถบจังหวัดชุมพรจะเรียกแบบนี้) ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของผักพื้นบ้านภาคใต้ นิยมนำยอดใบอ่อนมาประกอบอาหารได้หลายประเภท ด้วยรสชาติที่มีรสชาติหวานมัน ติดฝาดเล็กน้อย แต่เมนูที่จะแนะนำเพื่อนๆวันนี้ เรียกว่า เป็นการนำส่วนที่เป็นใบอ่อนของใบเหลียงมาผัดน้ำมันหอย แล้วใส่ไข่ ใส่กุ้งเสียบ ปรุงรสด้วยน้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานตามใจชอบ

ที่มา https://pantip.com/topic/34233453



สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต
จังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดเดียวที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องของหาดทรายที่สวยงาม น้ำทะเลใส ท้องทะเลที่งดงามเหมาะสำหรับการดำน้ำ รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน

        ในอดีตส่วนใหญ่ คนที่มีความเจริญรุ่งเรือง ทางเศรษฐกิจจะเป็นคนจีน ที่ทำเหมืองแร่ และพ่อค้าคนกลางขายยางพารา ความเจริญที่มาจากคนจีน ซึ่งเห็นได้จากศาลเจ้าจีน ที่ตั้งอยู่เรียงรายในตัวเมืองภูเก็ต เพื่อฉลองเทศกาลถือศีลกินผักในเดือนตุลาคมของทุกปี

        แต่ปัจจุบันความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ มาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเปรียบได้กับจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่ค้นพบถึงความงดงามของแสงอาทิตย์ และทะเลที่ภูเก็ตมีไว้รองรับ และยังมีป่าเขาลำเนาไพร วนอุทยานแห่งชาติ โครงการคืนชะนีสู่ป่า รวมทั้งการนั่งช้างชมป่า

10 ที่เที่ยวภูเก็ต ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปเยือน
ภูเก็ต เมืองไข่มุกอันดามันแห่งแดนใต้ของไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้มาเยือนหลายล้านคนต่อปี ด้วยความที่สถาน ที่เที่ยวภูเก็ต มีมากมาย

และไม่ได้มีเฉพาะทะเลด้วย ลองมาดูที่เที่ยวยอดนิยมในจังหวัดภูเก็ตที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปเยือนกันดีกว่า

1.แหลมพรหมเทพ

หนึ่งในสถาน ที่เที่ยวภูเก็ต ที่ใครไม่ได้ขึ้นไปชมถือว่ามาไม่ถึง ด้านบนที่เป็นจุดชมวิวแหลมพรหมเทพเป็นที่ตั้งของประภาคารกาญจนาภิเษก สุดปลายของแหลมชื่อว่า แหลมเจ้า โดยบริเวณดังกล่าวจะยื่นออกไปในทะเล โดดเด่นด้วยต้นตาลที่ยืนตระหง่านเกาะกลุ่มกันอย่างเป็นระเบียบ มองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของทะเลจังหวัดภูเก็ต รวมถึงเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้


2.หาดป่าตอง

ชายหาดขึ้นชื่อของเกาะภูเก็ต นอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงาม ยังมีหาดทรายสีขาวละเอียด นํ้าทะเลใส เหมาะกับการนอนอาบแดด เล่นน้ำและทำกิจกรรมทางทะเล ขณะเดียวกันบริเวณรอบๆหาดก็มีร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม และผับบาร์ อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างครบครัน


3.ย่านเมืองเก่า อาคารชิโน-โปรตุกีส

กลับเข้ามาในตัวเมืองกันบ้างกับที่เที่ยวทางวัฒนธรรมอย่าง ย่านเมืองเก่าภูเก็ตที่รายล้อมไปด้วยอาคารชิโน-โปรตุกีส ตึกเก่าโบราณทรงคุณค่าและมีเสน่ห์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่สวยงามเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทางถนน


4.อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร

บริเวณสี่แยกท่าเรือเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร อนุสาวรีย์ของสองวีรสตรีของไทย เป็นจุดท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เพราะท่านผู้หญิงจัน กับ คุณมุก สองพี่น้องคือบุคคลสำคัญของเมืองถลางและประเทศไทย ที่สร้างวีรกรรมนำทหารปกป้องเมืองจากแม่ทัพใหญ่ยี่หวุ่นของพม่าได้สำเร็จ


5.พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

หากอยากรู้ประวัติความเป็นมาในจังหวัดภูเก็ต พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว คือแหล่งเรียนรู้ที่ตอบโจทย์มากๆ อดีตโรงเรียนจีนเก่าแก่แห่งนี้ภายในรวบรวมเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาพักพิงอยู่ในเขตตลาด มีการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจทั้งสิ้น 14 ห้อง


6.วัดฉลอง

วัดฉลอง หรือ วัดไชยธาราราม เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่มีชื่อเสียงและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาสำคัญแห่งหนึ่งของภูเก็ต ได้ชื่อว่ามีโบราณสถานซึ่งความสวยงามที่สุดในจังหวัด และมีหลวงพ่อแช่มอดีตเจ้าอาวาสที่ทุกคนต่างนับถือในความศักดิ์สิทธิ์

7.หาดราไวย์

หาดราไวย์ เป็นอีกชายหาดชื่อดังของภูเก็ต มีร้านอาหารและร้านของฝากเรียงราย จุดเด่นของที่นี่คือมีความสงบมากกว่าหาดป่าตอง ซึ่งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่หาดป่าตองนี้ก็ได้รับการชื่นชมว่าสวยไม่แพ้จุดใดในภูเก็ต


8.พระพุทธมิ่งมลคลเอกนาคคีรี

พระพุทธมิ่งมลคลเอกนาคคีรี หรือ วัดพระใหญ่ คือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะภูเก็ต องค์พระสีขาวบริสุทธิ์งดงามไปด้วยศิลปะร่วมสมัย ประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาวจากประเทศพม่า มีน้ำหนักราว ๆ 135 ตัน นับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา และข้างบนนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับทัศนียภาพที่สวยงามของชายหาดกะตะกับแหลมพรหมเทพได้อีกด้วย


9.ภูเก็ตแฟนตาซี

ภูเก็ตแฟนตาซี สถานที่บันเทิงยามค่ำคืนที่มีชื่อเสียงประจำเกาะภูเก็ต สุดยอดแห่งการแสดงที่หาชมได้ยากในโลกแห่งนี้ตั้งอยู่แหล่งท่องเที่ยวบริเวณหาดกมลา ภายในจัดแสดงโชว์สวยงามสุดอลังการของวัฒนธรรมไทยด้วยเทคโนโลยีระดับสูง มีการใช้แสง สี เลเซอร์ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยนักแสดงมากความสามารถกว่า 100 ชีวิต และช้างจำนวนถึง 40 เชือก

10.เกาะรังใหญ่

เกาะรัง เป็นเกาะส่วนตัว ที่มีอยู่ด้วยกัน 2 เกาะคือ เกาะรังใหญ่ และ เกาะรังน้อย ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนิยมมากันที่ เกาะรังใหญ่ ซึ่งมีชายหาดสวยงาม ขาวละเอียด สะอาด น้ำทะเลสีฟ้าใส เหมาะกับการเล่นน้ำ ด้านทิศตะวันตกของเกาะมีป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ โดยหากยืนตรงบริเวณหน้าหาดทิศตะวันตกจะสามารถมองเห็นเกาะภูเก็ตได้อย่างชัดเจน

ที่มา https://blog.bangkokair.com




 6 อันดับ ของฝากประจำจังหวัดภูเก็ต   ไข่มุกแห่งอันดามัน สววรค์ที่แท้ทรูคือเมืองภูเก็ตแห่งนี้ เต็มไปด้วยสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุ...